พลังงานแสงอาทิตย์ถือเป็นพลังงานที่มีศักยภาพมากในการนำมาผลิตพลังงานไฟฟ้า ในปัจจุบัน “พลังงานแสงอาทิตย์” ถือเป็นพลังงานหมุนเวียนที่มีอย่างมหาศาล มีให้ใช้อย่างอย่างไร้ขีดจำกัดที่สำคัญพลังงานแสงอาทิตย์เป็นตัวเลือกที่ดีต่อสุขภาพของมนุษย์เนื่องจากเป็นพลังงานสะอาด ปราศจากอันตรายและมลพิษ โดยพบว่าพลังงานแสงอาทิตย์ตกกระทบผิวโลก 1 เดือน หากมนุษย์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมดจะสามารถทดแทนเชื้อเพลิงถ่านหินได้แปดล้านล้านตัน ซึ่งเป็นปริมาณของถ่านหินที่คาดกันว่ามีเหลืออยู่ในโลกทั้งหมด
พลังงานแสงอาทิตย์ถูกนำมาพัฒนาและแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า ‘โซลาร์เซลล์’ ที่เป็นตัวกลางประจุพลังงานไฟฟ้า โดยได้รับการพัฒนาเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ผู้บริโภคมีความต้องการมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ที่มีการนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายในภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน
.
นอกจากนี้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนอีกด้วยเพราะแสงอาทิตย์ไม่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทำให้โลกร้อนเหมือนกับการใช้ถ่านหิน เพราะตามสถิติแล้วพลังงานแสง 1 กิโลวัตต์ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน 200 ปอนด์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศทั้งยังลดการใช้ทรัพยากรน้ำ เนื่องจากระบบโซลาร์เซลล์นั้นไม่ต้องใช้น้ำในการผลิตไฟฟ้า
.
ประเทศไทยถือเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรและได้รับพลังงานแสงอาทิตย์โดยเฉลี่ยทั้งปีสูงกว่าเขตอื่นๆ ของโลก โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม จะมีค่าความเข้มรังสีดวงอาทิตย์อยู่ในช่วง 20 ถึง 24 เมกะจูล/ตารางเมตร ซึ่งบริเวณที่ได้รับรังสีดวงอาทิตย์สูงสุดเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ บวกกับปัจจัยสภาวะในปัจจุบันของโลกที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นจากปริมาณของก๊าซเรือนกระจกและประเทศไทยเองก็ต้องการลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ จึงทำให้ภาครัฐเห็นโอกาสและหันมาหนุนเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับภาคประชาชน หน่วยงาน ภาคเอกชน ภายในประเทศ จึงมีการส่งเสริมแนวทางการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา หรือโครงการที่เรียกว่า ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ โดยได้มีอัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคประชาชนคือ 2.20 บาท/หน่วย โดยมีเป้าหมายการรับซื้อ 50 เมกะวัตต์(MWp) ระยะเวลารับซื้อ 10 ปี โดยให้อัตรามีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา (สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของ การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค)
.
ท่ามกลางภาวะที่ก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย มีแนวโน้มจะหมดจากอ่าวไทยในอนาคตอันใกล้ ‘พลังงานทดแทน’ โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์มีความเหมาะสมเป็นลำดับแรกๆ ในการถูกนำมาพัฒนา ‘โซลาร์รูฟท็อป’ ที่เราเห็นคุ้นชินตากันถือเป็นพลังงานหมุนเวียนชั้นเลิศ ที่กำลังได้รับความนิยมภายในประเทศ และมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาวในทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าในปริมาณมหาศาล หากรัฐมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ก็ยิ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างชาญฉลาด อีกทั้งยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย...
.
#ชีวิตวิถีใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
.
ข้อมูลอ้างอิง :
https://www.energy.gov/eere/solar/solar-energy-united-states
http://www.epco.co.th/departmentofenergybusiness.php
www.banpunext.co.th
https://www.erc.or.th/.../%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0...
http://www.greenergythailand.com/Alternative-energy.html
https://ienergyguru.com/.../solar-resource-map-of-thailand/
https://www.dede.go.th/article_attach/h_solar.pdf
พลังงานแสงอาทิตย์ถูกนำมาพัฒนาและแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า ‘โซลาร์เซลล์’ ที่เป็นตัวกลางประจุพลังงานไฟฟ้า โดยได้รับการพัฒนาเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ผู้บริโภคมีความต้องการมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ที่มีการนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายในภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน
.
นอกจากนี้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนอีกด้วยเพราะแสงอาทิตย์ไม่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทำให้โลกร้อนเหมือนกับการใช้ถ่านหิน เพราะตามสถิติแล้วพลังงานแสง 1 กิโลวัตต์ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน 200 ปอนด์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศทั้งยังลดการใช้ทรัพยากรน้ำ เนื่องจากระบบโซลาร์เซลล์นั้นไม่ต้องใช้น้ำในการผลิตไฟฟ้า
.
ประเทศไทยถือเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรและได้รับพลังงานแสงอาทิตย์โดยเฉลี่ยทั้งปีสูงกว่าเขตอื่นๆ ของโลก โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม จะมีค่าความเข้มรังสีดวงอาทิตย์อยู่ในช่วง 20 ถึง 24 เมกะจูล/ตารางเมตร ซึ่งบริเวณที่ได้รับรังสีดวงอาทิตย์สูงสุดเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ บวกกับปัจจัยสภาวะในปัจจุบันของโลกที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นจากปริมาณของก๊าซเรือนกระจกและประเทศไทยเองก็ต้องการลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ จึงทำให้ภาครัฐเห็นโอกาสและหันมาหนุนเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับภาคประชาชน หน่วยงาน ภาคเอกชน ภายในประเทศ จึงมีการส่งเสริมแนวทางการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา หรือโครงการที่เรียกว่า ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ โดยได้มีอัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคประชาชนคือ 2.20 บาท/หน่วย โดยมีเป้าหมายการรับซื้อ 50 เมกะวัตต์(MWp) ระยะเวลารับซื้อ 10 ปี โดยให้อัตรามีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา (สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของ การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค)
.
ท่ามกลางภาวะที่ก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย มีแนวโน้มจะหมดจากอ่าวไทยในอนาคตอันใกล้ ‘พลังงานทดแทน’ โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์มีความเหมาะสมเป็นลำดับแรกๆ ในการถูกนำมาพัฒนา ‘โซลาร์รูฟท็อป’ ที่เราเห็นคุ้นชินตากันถือเป็นพลังงานหมุนเวียนชั้นเลิศ ที่กำลังได้รับความนิยมภายในประเทศ และมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาวในทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าในปริมาณมหาศาล หากรัฐมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ก็ยิ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างชาญฉลาด อีกทั้งยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย...
.
#ชีวิตวิถีใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
.
ข้อมูลอ้างอิง :
https://www.energy.gov/eere/solar/solar-energy-united-states
http://www.epco.co.th/departmentofenergybusiness.php
www.banpunext.co.th
https://www.erc.or.th/.../%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0...
http://www.greenergythailand.com/Alternative-energy.html
https://ienergyguru.com/.../solar-resource-map-of-thailand/
https://www.dede.go.th/article_attach/h_solar.pdf
ดูน้อยลง
ความคิดเห็น 2 รายการ
แชร์ 31 ครั้ง
ถูกใจ
แสดงความคิดเห็น
แชร์
