#รู้จากข่าว...ลัมปี สกิน โรคอุบัติใหม่ในสัตว์ ที่ต้องเร่งลดอัตราการระบาด ด้านอุทยานแห่งชาติกุยบุรียกระดับมาตรการป้องกัน ส่งเจ้าหน้าที่ติดตามสังเกตุความผิดปกติฝูงกระทิงอย่างใกล้ชิด
กรณีเกิดการแพร่ระบาดของโรคลัมปี สกิน นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้ข้อมูลไว้ว่า "ลัมปี สกิน" ถือเป็นโรคอุบัติใหม่ในประเทศไทย ที่พบการเกิดในปศุสัตว์และสัตว์ป่า โดยเฉพาะสัตว์กีบ เช่น วัว ควาย และมีความเสี่ยงที่จะติดสู่สัตว์ป่า ได้แก่ กระทิง วัวแดง ควายป่า รวมไปถึงเก้ง กวาง เลียงผา ช้างป่า และอื่นๆที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะยังไม่เคยมีข้อมูลรายงานมาก่อน
โดยทั่วไป โรคนี้มีอัตราการป่วยอยู่ที่ 5-45% อัตราการตายน้อยกว่า 10% ในพื้นที่การระบาดในปศุสัตว์รอบอุทยานแห่งชาติกุยบุรี มีอัตราการป่วยที่ 19% อัตราการตาย 1% ซึ่งปัจจัยที่สำคัญในการจัดการเพื่อลดอัตราดังกล่าว คือการทำวัคซีนในกลุ่มที่ไม่ป่วย และรักษาให้รอดในกลุ่มที่ป่วย ซึ่งปศุสัตว์ทำได้ดี ถือเป็นมาตรการแรกที่สำคัญในการป้องกันการติดต่อสู่สัตว์ป่า
พอมองในจุดที่เป็นสัตว์ป่า ซึ่งมีพื้นที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ปศุสัตว์ โอกาสสัมผัสเชื้อโดยตรงมีโอกาสสูง หรือการสัมผัสใกล้ชิดกันของสัตว์ ติดจากน้ำลาย สารคัดหลั่ง สะเก็ดแผล แต่ก็ไม่มากเท่ากับตัวพาหะนำโรค นั่นคือ แมลงดูดเลือด เช่น เห็บ แมลงวันดูดเลือด และยุง เป็นพาหะตัวกลางในการแพร่กระจายเชื้อ ซึ่งปัจจัยนี้เองถือเป็นเรื่องยากและท้าทายในการควบคุมและป้องกัน
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ที่สำคัญในการตอบสนองต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคนี้ คือ จัดการในสัตว์ที่ควบคุมและเข้าถึงตัวได้ นั่นคือ สัตว์เลี้ยงของเกษตรกร ด้วยการทำวัคซีน และทำลายแหล่งที่อยู่ของแมลงนำโรคต่างๆ คือ ด้านสุขอนามัยในชุมชนหรือสถานที่เลี้ยงสัตว์ งดการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่วย ควบคู่กับการควบคุมป้องกันไม่ให้มีการใช้พื้นที่ร่วมกันระหว่างปศุสัตว์และสัตว์ป่า ตัวละครหลักก็จะเป็น กรมปศุสัตว์ กรมอุทยานฯ และหน่วยงานปกครองท้องถิ่น (end credits)
ส่วนในป่านั้น การควบคุมโรคที่ตัวสัตว์ป่า เช่น การทำวัคซีน อาจมีข้อพิจารณาที่ต้องหาเหตุรองรับพอสมควร แต่การจัดทำระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อควบคุม ป้องกัน กำจัด และจำกัด โรคติดต่อระหว่างนอกป่า-ในป่า จึงเป็นสิ่งที่ทำได้เลย ซึ่งเป็นมาตรการและแนวทางป้องกันที่จะได้ดำเนินการต่อไป
ด้านนายพิชัย วัชรวงษ์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี เปิดเผยถึงสถานการณ์การระบาดของโรคลัมปี สกิน ในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ว่า สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดในพื้นที่ (ข้อมูล ณ วันที่ 18 กรกฎาคม 2564) มีสัตว์เลี้ยง ป่วยสะสมทั้งหมด 3,260 ตัว สัตว์เลี้ยงหายป่วยสะสม 1,009 ตัว ตายสะสม 225 ตัว คงเหลือป่วยสะสม 2,026ตัว
ทั้งนี้ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ กร.1 (ป่ายาง) และหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ กร.5 (ห้วยลึก) สำรวจและสังเกตุพฤติกรรม ติดตามถ่ายภาพกระทิง เพื่อเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคลัมปี สกิน ในสัตว์ป่า โดยบริเวณโป่งสลัดได ถ่ายเวลา 16.46 น. พบกระทิงจำนวน 46 ตัว บริเวณ แปลงหญ้าทหาร ถ่ายเวลา 16.20 น. พบกระทิง จำนวน 67 ตัว ยอกจากนี้ยังมอบหมายให้เจ้าหน้าที่สายตรวจลาดตระเวนชุดที่ 1 และชุดที่2 ลาดตระเวนตรวจสอบพื้นที่ ไม่พบซากกระทิงเสียชีวิตเพิ่มเติมแต่อย่างใด
ผลจากการสำรวจ พบกระทิง จำนวน 2 ตัว ที่ต้องสงสัยว่ามีรอยโรคระบาด ลัมปี สกิน แต่กระทิงทั้งสอง ยังไม่มีการแสดงอาการอ่อนแอใด ๆ สามารถกินได้ตามปกติ เบื้องต้นได้ส่งรูปภาพให้สัตว์แพทย์ตรวจสอบ เพื่อยืนยันว่าใช่รอยโรค ลัมปี สกิน หรือไม่อย่างไร
โดยทางสัตวแพทย์จะได้นำไปตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่ในเบื้องต้นรอยโรคอาจยังไม่ชัด ซึ่งถ้าเป็นโรคลัมปี สกิน จะต้องมีอาการอย่างอื่นประกอบ และจะต้องมีรอยโรคมากกว่านี้ จากการประเมินสภาพทั่วไปยังกิน และดำรงชีวิตได้ปกติ แต่ถือว่าเป็นการติดตามที่ดีในการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดในพื้นที่

